Not Alone [KangTeuk Fiction]
posted on 10 Feb 2007 07:27 by 2moroอ่า...สวัสดีเช้าวันเสาร์ค่ะ เช่นเคย วันนี้ก็ไม่ได้นอนเหมือนเดิม (ร้องไห้) เดี๋ยวต้องไปทำงานต่อ เพราะฉะนั้นขออัพอย่างสั้นๆนะคะ (คงสงสัยจะมาอัพทำไม ไปนอนก่อนมั้ย?) นอนไม่ทันแล้วล่ะค่ะ ต้องออกไปถึงโน่นตอน 9 โมง นี่มัน 7 โมงครึ่งแล้วนี่เนอะ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ จะเอาฟิมาลงน่ะค่ะ เป็นเรื่องสั้นไม่ใช่เรื่องที่เคยบอกเอาไว้นะคะ
ที่ลงเรื่องสั้นก่อนก็เพราะว่า เป็นฟิคขอขมาคุณลูกเขยค่ะ (หัวเราะ) อ่านไปแล้วน่าจะเข้าใจนะคะ เรื่องนี้แต่งตอนตี 1 เพิ่งเสร็จตอน 7 โมง แต่งไปไม่ได้อ่านทวน สำนวนแปลกประหลาดมากๆ แต่งตอนเบลอ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ค่ะ
Title: Not Alone
Pairing: KangTeuk
Author: Melodious
Rating: PG
Authors Note: ฟิคขอขมาลูกเขยค่ะ (หัวเราะ) ไม่มีพล็อต ไม่มีแก่นสาร เป็นฟิคชั่ววูบแท้ๆ
หลังจากเพลงโลโก้ประจำรายการวิทยุจบลงแล้ว ฮยอกแจก็รีบกวาดข้าวของทุกอย่างบนโต๊ะใส่กระเป๋าสะพายสีน้ำตาลใบเก่งพร้อมที่จะกลับคอนโดทันที ตาเรียวเล็กมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเช็คข้อความเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง จากนั้นจึงหันไปมองพี่ชายซึ่งเอาแต่นั่งเงียบขณะที่สายตาคู่สวยจดจ้องข้อความบนมือถือไม่กระพริบ
ป่านนี้พี่คังอินคงจัดรายการเสร็จแล้วเหมือนกัน พี่อีทึกลองโทรไปสิครับ ฮยอกแจพูดขึ้นเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อวานเขาและพี่อีทึกโดนพวกแอนตี้ส่งข้อความหยาบคายและโทรมาปั่นป่วนตลอดเวลา กระทั่งพี่ชายคนสวย (???) ทนไม่ไหวระเบิดอารมณ์ด้วยการเขวี้ยงมือถือทิ้ง ทำเอาเขาพลอยหน้าเจื่อนและอึดอัดไปด้วย หนำซ้ำวันนี้พี่อีทึกยังถูกเรียกไปตักเตือนเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อหน้ากล้อง พอมาจัดรายการถึงได้เงียบผิดปกติอย่างนี้
แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่าความกังวลและเป็นห่วงที่พี่อีทึกมีให้สมาชิกร่วมวง และคนที่พี่อีทึกเป็นห่วงมากที่สุดคงไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากดีเจอีกคนที่เคยร้องไห้เพราะแอนตี้แฟนมาแล้วอย่างพี่คังอิน ฮยอกแจคิดถึงตรงนี้แล้วก็ส่ายหน้า พี่อีทึกนี่ก็เหลือเกิน ห่วงเค้าแต่ไม่ยอมบอกเค้า นิสัยปากหนักนี่แก้ไม่ได้เลยจริงๆ
ผมออกไปรอข้างนอกนะครับ บางทีถ้าไม่มีเขาอยู่ในห้องด้วย พี่ชายคนดีอาจจะมีความกล้าโทรไปหาพี่คังอินก็ได้ เด็กหนุ่มคิดเองเออเองแต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาไปไหน ประตูห้องส่งก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างคุ้นตาที่ยืนหอบจนตัวโยน
พี่คังอิน!
ชื่อนั้นทำให้ร่างบางที่นั่งเงียบอยู่นานสะดุ้งน้อยๆก่อนจะเงยหน้าขึ้น เสียงจากมือถือดังขึ้นพักหนึ่งเพื่อบอกว่าข้อความที่อีทึกพิมพ์เมื่อครู่ได้ส่งไปถึงปลายทางเรียบร้อยแล้ว แต่มือเรียวยังคงถือมือถือเครื่องนั้นไว้แน่น
กลับบ้านเร็วๆนะ พี่เป็นห่วง เสียงทุ้มหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาอ่านข้อความทั้งที่ยังหายใจหอบกระชั้น ฮยอกแจได้ยินแล้วแอบอมยิ้มกับตัวเองก่อนจะปลีกตัวออกจากห้องไปเงียบๆ ปล่อยให้คนที่นั่งหน้าแดงอยู่ที่เก้าอี้ตัวโปรดได้อยู่ตามลำพังกับพี่ชายอีกคน
เมื่อตั้งสติได้ว่าคนที่ตัวเองเห็นตรงหน้านั้นไม่ใช่ความฝัน อีทึกก็ผลุนผลันลุกขึ้น คว้ากระเป๋าสีขาวและเสื้อนอกทำท่าจะเดินตามฮยอกแจออกไป แต่กลับถูกมือเย็นเฉียบรั้งข้อมือเล็กไว้เสียก่อน
พี่ครับ... คังอินมองร่างเล็กที่แสร้งเบือนหน้าหนีลมหายใจอุ่นๆของตนสักพัก ผมก็เป็นห่วงพี่เหมือนกัน ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรงอย่างขัดเขินก่อนจะพยักหน้ารับรู้ ทำไมพี่ไม่บอกผมว่า...
นายมันบ้า อีทึกพูดขัดพร้อมกับตีหลังมือหนาเบาๆ คิ้วเข้มของร่างสูงเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม อากาศหนาวออกแบบนี้ ยังจะวิ่งมาที่นี่อีก ทำอะไรไม่รู้จักคิดเอาซะเลย
ก็ผม...
ไม่ต้องพูดแล้ว เอาเสื้อนี่ไปใส่ซะ ร่างบางยื่นเสื้อนอกให้คังอินก่อนจะดึงข้อมือเล็กให้พ้นการเกาะกุมของอีกฝ่าย ตาสีน้ำตาลสวยชำเลืองมองใบหน้าเหรอหราของร่างสูงชั่วครู่แล้วตัดสินใจเดินออกจากห้องส่งไป
ผมไม่เป็นไรหรอก พี่นั่นแหละที่จะหนาว คังอินสาวเท้าตามมา
ถ้าไม่ใส่ก็ไม่ต้องตามมา เสียงใสปรามทำให้คังอินต้องชะงักเท้าและทำตามที่พี่ชายบอกอย่างว่าง่าย ฮยอกแจที่ยืนรออยู่ข้างนอกมองอีทึกที คังอินทีด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร อีทึกก็วิ่งหนีไปซะดื้อๆ
อ๊ะ พี่อีทึก!? ตาเรียวเบิกกว้างและหันมามองคังอิน พี่คัง... ไม่ทันขาดคำ คังอินก็วิ่งตามร่างบางไปอีกคน ทิ้งให้ฮยอกแจยืนงงว่ามันเป็นเกิดอะไรขึ้นกับสต๊าฟอีกสองสามคนที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์พอดี
+++++++++++++
คังอินชะลอฝีเท้าลงเมื่อเห็นเจ้าของแผ่นหลังบางทรุดลงนั่งที่เก้าอี้ตัวยาว ภายในสวนหย่อมที่อยู่บนชั้นลอยของบริษัท สายลมเย็นพัดปะทะผิวหน้าของชายหนุ่มแต่ดวงตาทั้งสองข้างยังคงเพ่งมองร่างเล็กที่ไหวกายในความมืดสลัวด้วยความเป็นห่วง
ให้ตายสิ...เขาไม่ชอบนิสัยนี้ของพี่อีทึกเลย นิสัยที่ชอบเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว พอไม่ไหวก็วิ่งหนีมาร้องไห้แล้วก็กลับมาทำตัวเข้มแข็ง ทั้งที่ในใจแบกรับความเศร้าและกังวลไว้มากมาย...
พี่ครับ...อย่าร้องไห้โดยที่ไม่มีผมอยู่ข้างๆได้มั้ย...
คังอินถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะเดินเข้าไปนั่งอีกด้านของเก้าอี้ ไม่มีคำพูดใดระหว่างเขาทั้งคู่ มีเพียงเสียงสะอื้นที่ร่างบางพยายามกลั้นไว้เหลือเกินและความอบอุ่นที่ถูกส่งผ่านมือหนา คังอินกระชับมือนุ่มแน่นขึ้น รับรู้ถึงหยดน้ำตาร้อนผ่าวที่ไหลรินลงบนหลังมือของตนเอง
พี่ไม่ชอบให้ใครปลอบตอนร้องไห้... เขาทอดสายตาออกไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าและนึกถึงคำพูดในอดีตของพี่อีทึก บ้าเนอะ ยิ่งถูกปลอบเท่าไหร่พี่ก็ยิ่งร้องไห้มากขึ้นเท่านั้น...
ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มน้อยๆ พี่อีทึกจะรู้มั้ยนะว่าทำไมผมถึงไม่ชอบเห็นคนร้องไห้ เพราะผมปลอบใจใครไม่เป็น ผมสรรหาคำพูดดีๆมาบอกใครไม่ได้ ผมก็ทำได้แค่นี้...อยู่ข้างๆ...อย่างน้อยพี่จะได้รู้ว่าพี่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเหมือนที่พี่เข้าใจ...
ขณะเดียวกันอีทึกก็หันมามองร่างหนาบ้าง ความอบอุ่นและอ่อนโยนของคังอินเรียกน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าให้ไหลอาบแก้มเนียน ริมฝีปากบางขบเม้มไม่ให้เสียงสะอื้นฮักหลุดรอดออกไป แต่ก็ยากที่จะห้าม
ร่างบางก้มหน้าลงและพร่ำบอกตัวเองในใจกับคำพูดที่คังอินเคยบอกเขา ผมไม่ชอบเห็นคนร้องไห้...
จำได้ใช่มั้ยจองซู...คังอินไม่ชอบคนร้องไห้...เพราะฉะนั้นนายต้องไม่ร้อง...ไม่ร้องต่อหน้าเค้า...แต่ยากเหลือเกิน...ทุกครั้งที่เขาร้องไห้ คังอินก็มักจะมานั่งอยู่ข้างๆเสมอ เพราะอะไรกันนะ...
ร่างบางใจกระตุกวูบทันทีที่คังอินดึงมือกลับ ความอบอุ่นที่เคยได้รับถูกแทนที่ด้วยลมหนาวและความน้อยใจที่ประดังประเดเข้ามาอย่างห้ามไม่ได้
นั่นไง...คังอินเกลียดคนอ่อนแอจริงๆ...
พี่ครับ...ถ้าผมถอดเสื้อนอกตัวนี้ออก พี่จะโกรธผมใช่มั้ย? เสียงทุ้มที่เอ่ยถามทำให้อีทึกต้องเบือนหน้ากลับไปมอง ผมไม่ถอดก็ได้ แต่ผมขอให้พี่มานั่งตรงนี้แทนได้มั้ยครับ? ร่างสูงขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเว้นช่องว่างตรงหน้าตัก อีทึกมองการกระทำนั้นของอีกฝ่ายแล้วเลือกที่จะเงียบแทนคำตอบ
พี่หนาวจนสั่นแล้ว มานั่งตรงนี้น่าจะอุ่นขึ้น รอยยิ้มอ่อยโยนยืนยันความตั้งใจของเจ้าตัว
ฉัน... ร่างบางอึกอัก พื้นที่เล็กๆนั่นจะไม่ยิ่งทำให้เขาร้องไห้หนักกว่าเดิมหรือ
มาร้องไห้กับอกผมก็ได้นะ คังอินพูดพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ ไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่อีกคนกลับตีความหมายไปอีกทาง
เสียงหัวเราะนั่นคงล้อเลียนเขาอยู่แน่ๆ เรื่องอะไรคนที่เกลียดน้ำตาอย่างคังอินต้องทำอะไรแบบนั้นด้วย อีทึกคิดแล้วก็รีบลุกขึ้น ทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในตัวตึก
อ๊ะ! ร่างบางอุทานพร้อมกับหลับตานิ่ง เมื่อถูกมือใหญ่รั้งข้อมือแล้วดึงลงไปนั่งด้วยกันโดยไม่รอให้เขาได้หาทางหนี วงแขนแข็งแรงโอบเอวบางไว้ก่อนที่ริมฝีปากจะก้มลงจูบเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเนิ่นนาน
เสียงหัวใจที่เต้นแรงของคนในอ้อมแขนทำให้คังอินอดยิ้มกว้างไม่ได้ ร่างเล็กไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด 6 ปีที่ผ่านมาแม้จะถูกเขาโอบกอดแบบนี้สักกี่ครั้ง จังหวะการเต้นของหัวใจก็ถี่รัวอย่างบังคับไม่ได้ พี่อีทึกยังไม่เคยชินกับอ้อมกอดของเขาหรือยังตื่นเต้นอยู่กันแน่นะ
ยองอุน... เสียงสั่นเครือที่เรียกชื่อเขานั้น ยิ่งทำให้คังอินยิ้มจนตาปิด คิดไว้แล้วเชียว...อีกเดี๋ยวต้องขอให้เขาปล่อยแน่ๆ
ปล่อยฉันเถอะนะ อีทึกวางมือลงบนแผ่นอกหนาอย่างแก้เขิน แม้จะผ่านเนื้อผ้าหลายชั้นแต่เสียงเต้นของหัวใจและความอบอุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายกลับถูกส่งมาถึงเขาได้อย่างชัดเจน
ถ้าผมปล่อย พี่จะเดินหนีผมไปอีกไม่ใช่เหรอครับ? เขาไม่ตอบกลับย้อนถาม พี่จะแอบไปร้องไห้คนเดียวแล้วโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น...
แต่...แต่นายไม่ชอบ...
น้ำตาน่ะเหรอครับ? เสียงสั่นเครือที่แทบจับใจความไม่ได้นั้น ทำให้คังอินต้องเป็นฝ่ายถามแทนเสียเอง อีทึกพยักหน้าช้าๆกับแผ่นอกอบอุ่น ใช่ครับ ผมไม่ชอบน้ำตาของพี่...
งั้น...ก็ปล่อย... ร่างบางพยายามขืนตัวออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย แต่คังอินกลับกระชับวงแขนแน่นเสียจนอีทึกไม่สามารถขยับไปไหนได้ ปล่อยฉันสิ ปล่อยนะ ฉันเองก็ไม่อยากให้นายเกลียดฉันเพราะน้ำตาบ้าๆนี่เหมือนกัน อีทึกโพล่งออกมาพร้อมกับทุบร่างหนาเท่าที่แรงจะมี
พี่อีทึก... ร่างสูงก้มลงมองเสี้ยวหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา
ปล่อยสิ... คนในอ้อมแขนยังไม่ละความพยายาม
พี่ครับ...
ฉันทนไม่ได้...หรอกนะ...ถ้าต้องถูกนายเกลียด...
พี่... เสียงทุ้มที่กระซิบริมหูยิ่งทำให้อีทึกสะอื้นมากขึ้น จองซู...ผมไม่ชอบน้ำตาของพี่ก็จริง แต่ผมไม่มีวันเกลียดพี่เพราะเรื่องนี้หรอกครับ... เขาค่อยๆใช้สองมือประคองใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาขึ้นก่อนจะใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหยดน้ำตาระลอกใหม่ออกอย่างเบามือ
พี่นี่บ้าจริงๆ ทุกครั้งที่หนีไปร้องไห้คนเดียวเพราะกลัวผมเกลียดพี่งั้นเหรอครับ งั้นพี่ฟังผมนะ... คังอินปัดปลายผมที่ปรกหน้าผากได้รูปออกแผ่วเบา ผมเกลียดตัวเองมากกว่าน้ำตาของพี่ไม่รู้จักกี่ร้อยเท่า...
เพราะอะไร...
ถึงพี่ไม่อยากให้ใครปลอบใจตอนร้องไห้ แต่ผมก็อยากทำอย่างนั้นมาตลอดนะ พี่รู้มั้ยครับว่าทุกครั้งที่ผมเห็นพี่ร้องไห้ ผมทั้งโกรธและเกลียดตัวเองที่ทำอะไรเพื่อพี่ไม่ได้เลย แค่คำพูดปลอบใจไม่กี่ประโยคผมก็พูดไม่ได้...
ยองอุน... อีทึกมองดวงตาคมเข้มที่จ้องมาอย่างสื่อความหมาย
เพราะฉะนั้นผมถึงหาข้ออ้างให้ตัวเองว่า ผมไม่ชอบเห็นน้ำตาของใคร...โดยเฉพาะของพี่... ริมฝีปากอุ่นเลื่อนลงจูบซับน้ำตาจากดวงตาที่ปิดพริ้ม ข้ออ้างที่เห็นแก่ตัวของผมสร้างบาดแผลให้พี่สินะครับ... จูบอ่อนโยนเคลื่อนมาที่ปลายจมูกสวย ผมขอโทษครับจองซู...ผมขอโทษ... สิ้นเสียงทุ้มนุ่ม ริมฝีปากบางก็ได้รับจูบอบอุ่นจากอีกฝ่ายทันที จูบที่เนิ่นนาน...อ่อนหวาน...และเต็มไปด้วยความรักความห่วงใย...
อืม... ร่างสูงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดาย ครั้นรู้สึกว่าคนในวงแขนเริ่มหายใจติดขัด ใบหน้าสวยที่แดงระเรื่อขณะช้อนตามองเขาทำให้คังอินต้องกดปลายจมูกบนแก้มเนียนด้วยความหมั่นเขี้ยว
มองผมแบบนี้ พี่ตั้งใจจะแกล้งผมรึไง? คนถูกถามเลิกคิ้วอย่างสงสัย ยังไม่รู้ตัวอีกนะครับ
อะไรเล่า... แก้มทั้งสองข้างเริ่มพองลมน้อยๆ
จองซูมองผมแบบนี้ เดี๋ยวผมก็อดใจไม่ไหวหรอก
บ้า อีทึกรีบก้มหน้างุด หลบสายตากรุ้มกริ่มที่มองมา เรียกเสียงหัวเราะร่าด้วยความพึงพอใจจากร่างสูง
จองซู...
หืม?
บอกผมได้มั้ยว่าเมื่อกี้พี่ร้องไห้ทำไม? คังอินถามพลางเอียงคอมองคนในอ้อมแขน ดูสิ ตาช้ำหมดแล้ว อีทึกได้แต่ยิ้มรับสัมผัสจากปลายนิ้วใต้ดวงตา
พี่เสียใจเรื่องแฟนๆพวกนั้นเหรอ? เมื่อไม่ตอบเขาจึงไล่ถามทีละสาเหตุ อีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆ หรือเรื่องที่ถูกตำหนิ? เช่นเคย อีทึกส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วเรื่องอะไรล่ะครับ?
คนบ้า...จะให้ตอบว่าเพราะนาย
ฉันร้อง...เพราะนาย...
หืม? คังอินถามซ้ำ
ฉันร้องไห้เพราะนายนั่นแหละ ยองอุน พูดเสร็จอีทึกก็รีบซุกหน้าลงกับอกกว้างเพราะความขัดเขิน ผิดกับคังอินที่นิ่งงันไปราวกับกำลังประมวลสถานการณ์ทั้งหมดตามลำพัง
ก็ฉัน...คิดถึงนาย...แล้วจู่ๆนายก็โผล่มา...คนมันดีใจนี่นา...อย่าให้ต้องพูดได้มั้ยเล่า! ร่างเล็กทุบอกกว้างแก้เขิน บ้าชะมัดเลย เพราะนายนั่นแหละ ฉันตาบวมเลยเห็นมั้ย
ทันทีที่เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมด คังอินก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง ส่งผลให้ร่างบางที่ดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนออกอาการค้อนอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
หยุดหัวเราะได้แล้ว ไม่งั้นฉันโกรธจริงๆนะ
โอเคครับ คังอินเบือนหน้าหนีสักพักเพื่อกลั้นหัวเราะก่อนจะหันมามองอีทึกอีกครั้ง จองซู...พี่น่ารักที่สุดเลย ร่างบางทำตาโตเมื่อคังอินทำท่าจะโน้มลงมาจูบ มือเล็กรีบปรามอีกฝ่ายไว้แล้วโวยวายไปตามเรื่องตามราว แต่ดูเหมือนร่างสูงก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
เฮ้อ...คิดว่าทะเลาะอะไรกันซะอีก ที่ไหนได้... ฮยอกแจที่แอบมองอยู่นานพูดขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าระอา แต่เอาเถอะ พี่ของเขาทั้งสองคนมีความสุข เขาก็น่าจะยินดีไปด้วยไม่ใช่หรือ คิดแล้วฮยอกแจก็กระหยิ่มยิ้มย่องกับตัวเอง
The End
จบแล้วค่ะ ฟิคป่วนๆของป้าแก่ๆคนนึง 5555+ ตอนนี้เป็นหวัดซะแล้วล่ะค่ะ แต่ที่ช็อคกว่าสำหรับฟินคือ อาทิตย์นี้น้ำหนักลดลงไป 4 กิโล เอ่อ...เป็นโรคอะไรรึเปล่าคะเนี่ย (ร้องไห้)
ส่งท้าย ชักหมั่นไส้คนอินเลิฟ (หัวเราะ)
ชิ...หัวใจลอยฟ่อง ดาวนี่เต็มไปหมด มีทั้งเทวดาทั้งนางตานี (ที่อยู่บนลูกโป่ง) หา อะไรนะคะ ไม่ใช่นางตานีแต่เป็นนางฟ้า? นั่นแหละค่ะ ท่าทางมีความสุขจริงๆนะทึกกี้ทึกกี้ เมื่อก่อนเห็นยืนร้องไห้คนเดียว ตอนนี้เพื่อนฝูงหัวใจ ดาว เยอะแยะเชียว รกแล้ว เอาออกบ้างก็ได้ (หัวเราะ) แต่จริงๆแล้วนางฟ้ามีความสุข เราก็มีความสุขตาม จริงมั้ยคะ (ยิ้ม)













#1 By toy_ting on 2007-02-10 11:27